บทความOFFICE SYNDROME

OFFICE SYNDROME

5 สัญญาณออฟฟิศซินโดรมที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมท่ายืดและออกกำลังกายง่าย ๆ

สังเกตอาการปวดคอ บ่า ไหล่และหลังจากการทำงาน พร้อมแนวทาง Movement Break ท่ายืด 3 ขั้นตอน และการออกกำลังกายเบื้องต้น

นักกายภาพบำบัดแนะนำท่ายืดคอแก่ผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์

MOVEMENT BREAK

พักขยับระหว่างงาน: ท่ายืดกล้ามเนื้อ 3 ขั้นตอน

ลำดับท่ายืดคอ ยืดหน้าอก และยืดลำตัวเหนือศีรษะสำหรับคนทำงาน
  1. 01

    ยืดคอด้านข้าง

    นั่งหลังตรง เอียงศีรษะช้า ๆ ค้าง 20–30 วินาที แล้วสลับข้าง โดยไม่ฝืนจนเจ็บ

  2. 02

    ยืดหน้าอกที่กรอบประตู

    วางแขนบนกรอบประตู แล้วเคลื่อนลำตัวไปด้านหน้าเบา ๆ ค้าง 20–30 วินาที

  3. 03

    ยืดแขนและลำตัวเหนือศีรษะ

    นั่งตัวตรง ประสานมือและยืดแขนขึ้นในช่วงที่สบาย หายใจตามปกติ แล้วผ่อนกลับ

ท่ายืดอาจไม่เหมาะกับทุกคน หากทำแล้วมีอาการปวด ชา เวียนศีรษะ หรืออาการผิดปกติเพิ่มขึ้น ควรหยุดและปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือบุคลากรทางการแพทย์

01

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?

ปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง หรือรู้สึกตึงหลังนั่งทำงานนาน ๆ อาจเป็นอาการที่หลายคนคุ้นเคยจนคิดว่าเดี๋ยวก็คงหาย แต่หากอาการเกิดซ้ำบ่อยขึ้น เริ่มรบกวนการทำงาน หรือทำให้การเคลื่อนไหวไม่เหมือนเดิม ก็ควรให้ความสำคัญกับร่างกายมากขึ้น

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) มักใช้เรียกกลุ่มอาการทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการทำงาน เช่น การนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง จัดโต๊ะทำงานไม่เหมาะสม เคลื่อนไหวร่างกายน้อย หรือทำงานซ้ำ ๆ

02

1. ปวดคอ บ่า ไหล่บ่อยขึ้น โดยเฉพาะหลังทำงาน

อาการที่พบได้บ่อยคือความรู้สึกปวด ตึง ล้า หรือหนักบริเวณคอ บ่า และหัวไหล่ โดยมักชัดขึ้นหลังนั่งทำงานหรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การยื่นศีรษะไปด้านหน้า ยกไหล่ขณะพิมพ์งาน หรือวางจอไม่เหมาะสม อาจเพิ่มภาระต่อกล้ามเนื้อบริเวณนี้

ท่ายืดคอด้านข้าง: นั่งหรือยืนหลังตรง เอียงศีรษะไปด้านหนึ่งอย่างช้า ๆ จนรู้สึกตึงสบาย ค้าง 20–30 วินาที แล้วสลับข้าง ทำข้างละ 2–3 รอบ

Chin Tuck: นั่งหลังตรง มองตรง แล้วค่อย ๆ เก็บคางไปด้านหลังคล้ายทำคางสองชั้นโดยไม่ก้มศีรษะ ค้าง 3–5 วินาที ทำ 8–12 ครั้ง

03

2. ปวดหลังหรือล้าหลังจากนั่งเป็นเวลานาน

หากปวดหรือตึงบริเวณหลังส่วนบนหรือหลังส่วนล่างหลังนั่งนาน และรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ลุกเดินหรือเปลี่ยนท่า ร่างกายอาจต้องการการเคลื่อนไหวมากขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามนั่งตรงตลอดเวลา แต่คือการหลีกเลี่ยงท่าเดิมเป็นเวลานาน

Cat–Cow: เริ่มจากท่าคลานสี่ขา ค่อย ๆ สลับระหว่างแอ่นและโก่งหลังในช่วงที่สบาย ทำ 8–12 ครั้ง

Glute Bridge: นอนหงาย ชันเข่า วางเท้าบนพื้น เกร็งหน้าท้องและสะโพก แล้วยกสะโพกขึ้นช้า ๆ ก่อนลดกลับ ทำ 8–12 ครั้ง จำนวน 2–3 เซต และหยุดหากปวดเพิ่มขึ้นชัดเจน

04

3. ปวดศีรษะร่วมกับคอและบ่าตึง

บางคนอาจปวดศีรษะร่วมกับความตึงบริเวณคอหรือบ่า โดยเฉพาะหลังใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ต่อเนื่อง แม้อาการปวดศีรษะมีได้หลายสาเหตุ แต่หากสัมพันธ์กับการทำงาน ท่าทาง หรือความตึงของคอ ก็ควรประเมินปัจจัยด้านระบบกล้ามเนื้อและกระดูกร่วมด้วย

ลองใช้หลัก Movement Break ทุก 30–60 นาที โดยลุกจากโต๊ะประมาณ 1–3 นาที เดินไปเติมน้ำ หมุนหัวไหล่ ขยับคอในทิศทางที่สบาย ยืดแขนเหนือศีรษะ หรือเปลี่ยนจากนั่งเป็นยืน

05

4. ปวดหรือตึงบริเวณสะบัก และรู้สึกไหล่งุ้มมากขึ้น

การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานอาจทำให้รู้สึกตึงบริเวณหน้าอก ขณะที่สะบักและหลังส่วนบนล้าหรือปวด นอกจากการยืดแล้ว การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบสะบักและหัวไหล่ก็มีความสำคัญ

Doorway Chest Stretch: วางแขนบนกรอบประตู แล้วค่อย ๆ เคลื่อนลำตัวไปด้านหน้า จนรู้สึกตึงบริเวณหน้าอกและด้านหน้าหัวไหล่ ค้าง 20–30 วินาที ทำ 2–3 รอบ

Resistance Band Row: จับยางยืดด้วยมือทั้งสอง ดึงข้อศอกไปด้านหลังช้า ๆ พร้อมควบคุมสะบัก แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำ 10–15 ครั้ง จำนวน 2–3 เซต

06

5. อาการเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน หรือเป็นซ้ำบ่อยขึ้น

หากจากเดิมปวดเฉพาะหลังเลิกงาน เริ่มกลายเป็นปวดระหว่างวัน ปวดต่อเนื่องหลายวัน เคลื่อนไหวบางท่าได้ลำบาก หรือต้องหยุดกิจกรรมที่เคยทำได้ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อดูแลตนเองหรือปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังเกิดซ้ำ

การดูแลจึงไม่ควรมุ่งเพียงคลายกล้ามเนื้อ แต่ควรพิจารณาร่วมกันทั้งอาการ การเคลื่อนไหว ความแข็งแรง ลักษณะงาน และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

07

ป้องกันออฟฟิศซินโดรม ไม่จำเป็นต้องรอให้ปวดก่อน

สิ่งสำคัญคืออย่ากลัวการเคลื่อนไหว เพราะร่างกายถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหว การปรับท่าและขยับเป็นระยะจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพสำหรับคนทำงาน

  • เปลี่ยนท่าทาง ลุกเดิน และเคลื่อนไหวระหว่างวันอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับจอ เก้าอี้ โต๊ะ คีย์บอร์ด และเมาส์ให้เหมาะกับการใช้งาน
  • ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ
  • ยืดหรือเคลื่อนไหวบริเวณที่รู้สึกตึงโดยไม่ฝืน
  • นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ และเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน
08

กายภาพบำบัดช่วยออฟฟิศซินโดรมอย่างไร?

เป้าหมายของกายภาพบำบัดไม่ได้มีเพียงช่วยให้อาการปวดลดลง แต่คือการช่วยให้กลับไปทำงาน เคลื่อนไหว และใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

  • การตรวจประเมินอาการ ช่วงการเคลื่อนไหว ความแข็งแรง และรูปแบบการเคลื่อนไหว
  • Manual Therapy ตามผลการตรวจและข้อบ่งชี้
  • Therapeutic Exercise เฉพาะบุคคล
  • คำแนะนำด้านพฤติกรรมและ Ergonomics ให้เหมาะกับลักษณะงาน
  • ติดตามความก้าวหน้าและปรับโปรแกรมไปพร้อมกับความสามารถของร่างกาย
09

เมื่อไหร่ควรพบนักกายภาพบำบัดหรือรับการประเมินทางการแพทย์?

หากปวดคอ บ่า ไหล่ หรือหลังซ้ำ ๆ อาการรบกวนการทำงาน เคลื่อนไหวลำบาก หรือออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการประเมินเพื่อค้นหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

หากแขนหรือขาอ่อนแรงเฉียบพลัน ชาหรือสูญเสียความรู้สึกรุนแรง เดินเซผิดปกติ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก มีไข้ร่วมกับอาการปวดรุนแรง หรืออาการผิดปกติเกิดขึ้นเฉียบพลัน ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว

10

ปวดคอ บ่า ไหล่จากการทำงาน? ให้เราเริ่มจากการประเมิน

TREHAB Physiotherapy Clinic เชียงราย เน้นการตรวจประเมินก่อนการรักษา พร้อมวางแผนฟื้นฟูเฉพาะบุคคล โดยผสาน Manual Therapy, Therapeutic Exercise และ Movement Training เพื่อช่วยให้กลับไปทำงานและเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

โทร 092-939-0919 บริการกายภาพบำบัดออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง Exercise Rehabilitation, Manual Therapy และโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล

ข้อควรทราบ

อาการและระยะเวลาการฟื้นฟูแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากมีอาการรุนแรง อาการผิดปกติใหม่ หรือสงสัยภาวะฉุกเฉิน ควรติดต่อสถานพยาบาลที่เหมาะสมทันที

← กลับไปหน้าบทความทั้งหมด